การเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศเปรียบเสมือนประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาระดับโลก ภาษา และสังคมพหุวัฒนธรรม แต่ในขณะเดียวกัน การปรับตัวในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ความกดดันจากการเรียน ภาระค่าใช้จ่ายที่สูง และความรู้สึกคิดถึงบ้าน อาจกลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตโดยไม่รู้ตัว จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า 1 ใน 5 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วโลกประสบปัญหาด้านสุขภาพจิตในช่วงใดช่วงหนึ่งของการศึกษา โดยนักเรียนต่างชาติมีความเสี่ยงสูงขึ้นเป็นพิเศษเนื่องจากต้องรับมือกับทั้งความเครียดทางวิชาการและความท้าทายข้ามวัฒนธรรม บทความนี้จะพาไปรู้จักรูปแบบการสนับสนุนด้านใจที่นักเรียนไทยทุกคนเข้าถึงได้ ตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัยไปจนถึงสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมงในประเทศยอดนิยม เพื่อให้คุณรู้ว่า “คุณไม่ได้อยู่คนเดียว”
ลดการตีตรา: ทำไมเรื่องสุขภาพจิตถึงไม่ใช่เรื่องน่าอาย
ก่อนจะไปถึงบริการช่วยเหลือต่าง ๆ สิ่งแรกที่ต้องทลายลงคือ “การตีตรา” หรือ Stigma ที่ฝังรากลึกในสังคมเอเชีย หลายครอบครัวไทยยังมองว่าการไปพบนักจิตวิทยาคือการเป็นบ้า อ่อนแอ หรือไม่มีความสามารถพอจะจัดการชีวิตตัวเอง ความเชื่อนี้ทำให้นักเรียนจำนวนมากเลือกเก็บทุกอย่างไว้กับตัวจนอาการรุนแรงและกระทบต่อการเรียน ผลการศึกษาจาก Journal of International Students ระบุว่า กว่า 60% ของนักเรียนต่างชาติไม่เคยใช้บริการให้คำปรึกษาในมหาวิทยาลัย แม้ว่าจะรู้สึกวิตกกังวลหรือซึมเศร้า เนื่องจากกลัวว่าจะถูกตัดสินจากเพื่อนร่วมชาติหรือครอบครัวที่บ้าน
ในความเป็นจริง การขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตก็ไม่ต่างจากการไปหาหมอเมื่อเป็นไข้ มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เช่น University of Toronto (อันดับ 21 ของโลก QS 2024) หรือ University of Melbourne (อันดับ 13 ของโลก) ได้สร้างวัฒนธรรม “เปิดใจ” ผ่านแคมเปญรณรงค์ที่ให้นักศึกษาแชร์ประสบการณ์ของตัวเองอย่างเปิดเผย เพื่อทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา ในออสเตรเลียมีโครงการ “R U OK? Day” ซึ่งเป็นวันที่ทั้งประเทศชวนกันถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันอย่างจริงจัง และหลายมหาวิทยาลัยก็มีกิจกรรมในวันดังกล่าว ดึงนักศึกษาต่างชาติเข้าร่วมอย่างคึกคัก
การลดการตีตราเริ่มต้นได้จากตัวเราเอง หากรู้สึกไม่โอเค ลองพูดคุยกับเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ จำไว้ว่าความกล้าที่จะเอ่ยปากคือก้าวแรกของการเยียวยา และสังคมรอบข้างพร้อมเปิดรับมากกว่าที่คิด
บริการให้คำปรึกษาในมหาวิทยาลัย: ความช่วยเหลือที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม

หนึ่งในสวัสดิการที่คุ้มค่าที่สุดจากการจ่ายค่าเล่าเรียนซึ่งสูงถึง 30,000 – 45,000 AUD ต่อปีในออสเตรเลีย หรือ 22,000 – 38,000 GBP ในสหราชอาณาจักร ก็คือบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตที่รวมอยู่ในค่าธรรมเนียมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแทบทุกแห่ง มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีแผนก Counselling and Psychological Services (CAPS) หรือ Student Wellbeing Centre ที่มีนักจิตวิทยามืออาชีพคอยให้บริการ
ฟอร์แมตบริการที่คุณจะพบ
- One-on-one Counselling : การพูดคุยแบบตัวต่อตัวกับนักจิตวิทยา โดยปกติจะให้บริการฟรีประมาณ 4 – 8 ครั้งต่อปีการศึกษา เช่น University of Sydney มอบ session ฟรี 6 ครั้ง และสามารถขอเพิ่มได้หากจำเป็น
- Walk-in Sessions : บางมหาวิทยาลัยมีช่วงเวลาให้เดินเข้าไปพบได้ทันทีโดยไม่ต้องนัดล่วงหน้า เช่น University of British Columbia (UBC) ในแคนาดา มี Wellbeing Centre เปิดรับแบบ walk-in ในช่วงเวลาทำการ
- Group Therapy / Workshops : การบำบัดแบบกลุ่มในหัวข้อต่าง ๆ เช่น การจัดการความเครียด, Mindfulness, หรือกลุ่มสนทนาสำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ เหมาะกับคนที่อยากแชร์ประสบการณ์ร่วมกับผู้อื่น
- Online Self-Help Resources : แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง SilverCloud หรือ Togetherall ที่เปิดให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดจัดการอารมณ์ด้วยตัวเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง มหาวิทยาลัย Monash ในออสเตรเลียมีโปรแกรม “Mindfulness for Academic Success” ออนไลน์ให้เรียนฟรีด้วยตนเอง
วิธีเข้าใช้บริการ
ขั้นตอนไม่ซับซ้อน: โดยปกติคุณสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย (ค้นหาคำว่า “Counselling” หรือ “Student Wellbeing”) เพื่อกรอกแบบฟอร์มขอรับคำปรึกษาเบื้องต้น จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาเพื่อประเมินความเร่งด่วนและจับคู่คุณกับที่ปรึกษาที่เหมาะสม ระบบส่วนใหญ่มีล่ามหรือนักจิตวิทยาที่